ภาพประกอบบทวิเคราะห์ภาพยนตร์ Chiikawa: Ningyo no Shima no Himitsu

ภาพยนตร์ Chiikawa: Ningyo no Shima no Himitsu (ชีคาวะ: ความลับแห่งเกาะนางเงือก) คือภาพยนตร์ที่ขับเคลื่อนด้วย “เสียงเพลง” เป็นหัวใจหลัก นักวิจารณ์อนิเมะ ฟุจิสึ เรียวตะ เขียนวิเคราะห์ไว้ในคอลัมน์ “Anime no Mon V” ตอนที่ 133 ว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ใช้ประโยชน์จากสิ่งที่มังงะต้นฉบับทำไม่ได้ นั่นคือ “เสียง” ได้อย่างลึกซึ้งและชาญฉลาด

หมายเหตุ: บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาสำคัญของภาพยนตร์ โปรดพิจารณาก่อนอ่านต่อ

เรื่องย่อ: เกาะแห่งการล่อลวง

ภาพยนตร์ดัดแปลงมาจากเนื้อหาในมังงะเล่มที่ 8 ทั้งเล่ม โดยเริ่มต้นเมื่อชีคาวะและเพื่อน ๆ ได้รับใบปลิวชักชวนให้ไปยังเกาะแห่งหนึ่ง ด้วยสัญญาว่าจะได้รับค่าตอบแทนสูงถึง 100 เท่าจากการ “โทบัตสึ” (การปราบสิ่งมีชีวิตประหลาด) ที่ว่ากันว่าทำได้ง่าย ๆ พร้อมอาหารอร่อยแทบไม่มีค่าใช้จ่าย เมื่อมาถึง พวกเขาได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากชาวเกาะ แต่ความจริงที่ซ่อนอยู่ก็คือ บนเกาะนี้มีเซเรนขนาดยักษ์ที่คอยโจมตีและกินชาวเกาะ

เซเรนมีนางเงือกสองตัวเป็นบริวาร เนื่องจากนางเงือกตัวที่สามถูกใครบางคนกิน เซเรนจึงไม่ยอมหยุดโจมตีชาวเกาะจนกว่าจะหาตัวผู้กระทำผิดได้ และ “โทบัตสึ” ที่ว่า “ง่าย” นั้น แท้จริงคือการปราบเซเรนตัวนี้เอง

ความท้าทายของการดัดแปลงเป็นภาพยนตร์

แม้โครงเรื่องจะเหมือนต้นฉบับมังงะ แต่การนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์นั้นต้องการสิ่งที่มังงะไม่มี ทั้งการสร้าง “พื้นที่” ในฉาก การจัดแสง รวมถึงการบริหาร “เวลา” ในบทสนทนาและการแสดง ความท้าทายสำคัญคือการรักษาบรรยากาศเรียบง่ายของต้นฉบับไว้ ขณะเดียวกันก็ต้องสร้างภาพที่ดูดีบนจอภาพยนตร์ขนาดใหญ่ได้ ซึ่งภาพยนตร์เรื่องนี้ทำได้อย่างน่าประทับใจ

และเมื่อมีการดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ “เสียง” ก็กลายเป็นองค์ประกอบสำคัญที่เพิ่มเข้ามา ภาพยนตร์เปิดด้วยเพลงของชาวเกาะที่มีเนื้อหาแบบฉาบฉวยจนเกือบเรียกได้ว่าหลอกลวง ตามด้วยเสียงร้องอันไพเราะแต่น่าสะพรึงของเซเรน และแร็ปที่เป็นภาษาของอุซางิ ก่อนที่เพลง “Kyō no Hi wa Sayōnara” (วันนี้ลาก่อน) ซึ่งขับร้องโดยคณะนักร้องเด็กด้วยความบริสุทธิ์ จะกลายเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้ผู้ชมรู้สึกถึง “รอยแยก” ในเรื่อง

โลกของ Chiikawa กับโครงสร้างนิทานพื้นบ้าน

ฟุจิสึชวนให้มองโลกของ Chiikawa ผ่านทฤษฎีรูปแบบนิทานพื้นบ้านของ มักซ์ ลือธี (Max Lüthi) นักวิจัยวรรณกรรมปากเปล่า ซึ่งได้สรุปลักษณะเฉพาะของนิทานพื้นบ้านไว้ 5 ประการ ดังนี้

  • มิติเดียว (Eindimensionalität) — ไม่มีเส้นแบ่งระหว่างโลกจริงกับโลกเหนือธรรมชาติ ในภาพยนตร์สะท้อนผ่านการที่ “สารานุกรมสิ่งมีชีวิตในตำนาน” ระบุว่าการกินเนื้อนางเงือกจะทำให้ได้ชีวิตนิรันดร์ และเรื่องนี้ก็เป็นความจริงในโลกของเรื่อง
  • ความแบน (Flächenhaftigkeit) — ตัวละครและโลกในเรื่องไม่มีความลึกทางจิตใจหรือร่างกาย ชีคาวะและเพื่อน ๆ ไม่ได้เติบโตหรือเปลี่ยนแปลงภายใน สิ่งของในโลกอย่างยากิโซบะหรือแกงกะหรี่ก็ปรากฏขึ้นโดยไม่ต้องการคำอธิบายเชิงโลกทัศน์
  • รูปแบบนามธรรม (Abstrakter Stil) — “ป่า” ในนิทานพื้นบ้านมีอยู่เพียงเพราะเรื่องต้องการ ไม่ได้ถูกบรรยายอย่างละเอียด สไตล์ภาพของ Chiikawa สะท้อนสิ่งนี้ชัดเจน
  • ความโดดเดี่ยวและความสัมพันธ์สากล (Isolation und Allverbundenheit) — ตัวเอกไม่มีรากเหง้าหรือบรรพบุรุษ แต่ด้วยความโดดเดี่ยวนั้นเองทำให้พวกเขาสามารถเข้าถึงสิ่งที่สำคัญที่สุดได้ ในภาพยนตร์คือการที่ชีคาวะบังเอิญค้นพบหลักฐานและเห็นตัวผู้กระทำผิดโดยไม่ได้ตั้งใจ
  • ความบริสุทธิ์และความครอบคลุมโลก (Sublimation und Welthaltigkeit) — สิ่งต่าง ๆ ในนิทานถูกทำให้เป็นนามธรรม แต่ด้วยเหตุนั้นจึงสามารถสะท้อนความจริงของมนุษย์ได้อย่างกว้างขวาง ตัวละครใน Chiikawa ไม่มีชื่อจริง และ “โทบัตสึ” หรือ “การถอนหญ้า” ก็ห่างไกลจากความสมจริง แต่กลับเปิดให้ผู้อ่านตีความเปรียบเทียบกับโลกจริงได้

รอยแยกจากกรอบนิทาน: ความลึกที่ซ่อนอยู่

สิ่งที่ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้น่าสนใจเป็นพิเศษคือการที่มันก้าวออกนอกกรอบนิทานพื้นบ้านในบางจุด โดยเฉพาะในช่วงท้ายเรื่อง ชีคาวะบังเอิญรู้ว่าใครคือผู้กินนางเงือก และภาพยนตร์ก็ยืนยันความจริงนั้นผ่านฉากย้อนอดีตที่แสดงให้เห็นว่าผู้กระทำมีเหตุจำเป็นอย่างไร แต่ประเด็นสำคัญคือ ชีคาวะเลือกที่จะไม่บอกความจริงนั้นกับใคร

ทำไมชีคาวะถึงนิ่งเงียบ? คำถามนี้บังคับให้ผู้ชมจินตนาการถึงจิตใจภายในของตัวละคร ทั้งที่ภาพยนตร์ไม่เคยเปิดเผยมันออกมาตรง ๆ โครงสร้างการเล่าเรื่องแบบ “ต้องจินตนาการถึงจิตใจภายใน แต่จิตใจนั้นไม่ถูกเปิดเผย” นี้เองที่ทำให้ภาพยนตร์รักษาความ “แบน” ของตัวละครไว้ได้อย่างหวุดหวิด ขณะเดียวกันก็ดึงผู้ชมให้ขบคิดถึงแรงจูงใจของผู้กระทำและการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น

“Kyō no Hi wa Sayōnara” กับรอยแยกในเรื่องเล่า

เพลง “Kyō no Hi wa Sayōnara” ซึ่งร้องด้วยเสียงคณะนักร้องเด็กอันบริสุทธิ์นั้น ทำหน้าที่เสริมโครงสร้างการเล่าเรื่องนี้ให้แข็งแกร่งขึ้น เนื้อเพลงที่ร้องถึงมิตรภาพด้วยถ้อยคำเรียบง่ายกลับแบกความหมายซ้อนทับอยู่ในบริบทของภาพยนตร์เรื่องนี้

คำว่า “ตลอดไป” ในเพลงทำให้นึกถึงชีวิตนิรันดร์, “อิสรภาพ” ทำให้นึกถึงสิ่งที่ถูกพันธนาการและสูญเสียไปตลอดกาล, “ความไว้วางใจ” ทำให้นึกถึงความบังเอิญอันโหดร้ายที่ไม่อาจเอาชนะได้ด้วยความเชื่อใจ ความรู้สึกเหล่านี้เกิดขึ้นได้เพราะผู้ชมรู้เรื่องราวทั้งหมด และตัวละครเดียวในเรื่องที่รู้ข้อมูลใกล้เคียงกับผู้ชมมากที่สุดคือชีคาวะ ดังนั้นเมื่อได้ยินเพลงนี้และนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ผู้ชมจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะจินตนาการถึงความรู้สึกของชีคาวะ

การก้าวข้ามจากนิทานสู่วรรณกรรมสมัยใหม่

ด้วยกลไกทั้งหมดนี้ ภาพยนตร์จึงทำให้ผู้ชมรู้สึกว่ามีดราม่าซ่อนอยู่ในจิตใจของตัวละคร ซึ่งเป็นการก้าวข้ามจากโลกของ “นิทานพื้นบ้าน” ที่มีความงดงามในรูปแบบ ไปสู่งานสมัยใหม่ที่สำรวจจิตใจมนุษย์ ฟุจิสึสรุปว่าการเปลี่ยนผ่านระหว่างสองโลกนี้เองคือสิ่งที่ทำให้ภาพยนตร์ Chiikawa เรื่องนี้ฝังใจผู้ชมได้อย่างยาวนาน

เกี่ยวกับผู้เขียน

ฟุจิสึ เรียวตะ เกิดปี 1968 ที่จังหวัดชิซูโอกะ เป็นนักวิจารณ์อนิเมะที่มีผลงานหนังสือหลายเล่ม อาทิ «Anime Hyōronka» Sengen, Channel wa Itsumo Anime, Seiyūgo และ Bokura ga Anime wo Miru Riyū นอกจากนี้ยังสอนหลักสูตรอนิเมะตามศูนย์วัฒนธรรมต่าง ๆ และจัดรายการถ่ายทอดสดทุกวันศุกร์แรกของเดือนทาง “Anime no Mon Channel”


ที่มา: aniani

แชร์ข่าวนี้ทำภารกิจ รับ 50 coin (แชร์แล้วไปกดรับที่หน้าภารกิจ · วันละ 1 ครั้ง)
Facebook X

ใส่ความเห็น

ที่อยู่อีเมลของคุณจะไม่ถูกเผยแพร่ ช่องที่จำเป็นต้องกรอกจะมีเครื่องหมาย *